Chanel : The Bridge

posted on 05 Jan 2008 22:56 by mainera  in Fashion

 C h a n e l
Spring - Summer 2008

สำหรับคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อนปี 2008
ห้องเสื้ออย่าง Chanel สร้างความฮือฮา
ให้กับวงการแฟชั่นได้ไม่มากก็น้อย

สำหรับปีนี้ Karl Lagerfeld หัวเรือใหญ่
ออกแบบลายเสื้อบนผ้าทวีนและผ้าเดนิม
เน้นไปที่ลายธงชาติอเมริกา
นี่เป็นสัญญาณอะไรรึเปล่า
ที่ชาเนลอยากสื่อสาร
และให้เสื้อผ้าที่ออกแบบเป็นเสมือน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์
ว่าปี 2008 นี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง
ฝรั่งเศส - อเมริกาเป็นไปในแง่บวก
เพราะประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy
ก็ปลื้มกับการเป็นพันธมิตรกับอเมริกาไม่น้อย

แต่นั้นคงไม่ใช่แรงบันดาลใจ
หรืออาจเป็นเพียงความบังเอิญมากกว่า
แต่ชาเนลได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า
การจะเปลี่ยนรูปลักษณ์
จาก ขาว- ดำ ไปเป็น น้ำเงิน - ขาว - แดง นั้น
ไม่ได้อันตรายอย่างที่หนังสือมาร์เก็ตติ้งชอบพูดกัน
หลายคนอาจมองว่า "นี่ไม่ใช่ชาเนลหนิ"
แต่บางที "เราก็เล่นกับสีสันบ้างก็ได้,
ขอบเขตนั้นมีอยู่ แค่ไปอยู่ริมรั้ว ไม่ได้หมายถึง
ออกไปจากบ้านนี้ซักหน่อย" ชาเนลไม่ขาว- ดำ
แต่เส้นใยและสไตล์ยังคงความเป็นชาแนลได้อย่างดี

ส่วนเทรดมาร์คขาว - ดำ สีอมตะ
ยังคงมีหลงเหลือในฤดูนี้
เน้นไปแนวชุดราตรีมากกว่าชุด casual

ส่วนความน่ารักที่เป็นไฮไลต์ของโชว์
คือการนำเอากระเป๋าเล็กๆผูกเข้ากับข้อเท้า
เก๋ ไร้คำบรรยาย
ซึ่งส่วนตัวชอบมาก
เพราะเป็นการแหวกที่ไม่น่าเกลียดจนเกินไป
และก็ดูมีสไตล์อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่อะไรที่พลาดล่ะ?
จะว่าไปดูเกือบทั้งคอลเลกชั่นแล้ว
มันขัดๆกันเองอย่างบอกไม่ถูก
จะเห็นว่าบางชุดลำลองตั้งใจให้ใส่สบาย
แต่พอชุดทำงานก็มีเครื่ององค์ทรงเครื่องเต็มไปหมด
เหมือนกับคอลเลกชั่นฤดูหนาวยังไงอย่างงั้น
ส่วนชุดที่ทำได้ดีเสมอต้นเสมอปลายคงเป็นชุดราตรี . .

S i r i v a n n a v a r i

posted on 05 Jan 2008 05:34 by mainera  in Fashion

    HRH Princess Sirivannavari Brand @ TCDC

กว่าแบรนด์หนึ่งแบรนด์จะประสบความสำเร็จนั้น . . . มันยากแสนยาก
แต่เหมือนกับใน textbook หลายเล่มบอก
สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักนั้นว่ายากแล้ว
แต่การประคับประคองและทำให้แบรนด์นี้
คงเส้นคงวากลับยากยิ่งกว่า
เพราะไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะพลาดจุดไหนในอนาคต
ความมั่นใจมากเกินไป มักเป็นหลุมพรางสำหรับแบรนด์หลายแบรนด์

อีกหนึ่งแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย
ที่สามารถไปโลดแล่นบนรันเวย์เมืองนอก
ศูนย์กลางแฟชั่นเสื้อผ้าชั้นสูงอย่างปารีส ประเทศฝรั่งเศส
กับแบรนด์ของพระเจ้าหลานเธอฯ

แบรนด์จะว่าเติบโตมาด้วยฝีพระหัตถ์ขนานแท้
ทรงวางไอเดียและคอนเซ็ปต์
และตั้งใจจะให้เสื้อผ้าที่ออกแบบ
มีกลื่นไอความเป็นไทยบนความสิวิไลซ์ของสากล
และคอลเลกชั่นก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่าชุดที่แล้ว
ไม่ว่าไอเดียและเรื่องราวที่ทรงตั้งใจสอดใส่เข้าไปในผลงาน
โดยเฉพาะการผูกเรื่องราวและแรงบันดาลใจ
จากเสื้อผ้าในสมัยรัชกาลก่อน


Official Brand Logo
 
ระหว่างทรงงาน
Mini-Haute Couture ขนานแท้
รูปแบบการนำเสนอโดยมีสีแดงนำตัดกับสีทองนั้น
ก็พอสะกดสายตาคนเห็นชุดได้แล้ว
แต่การเพิ่มลวดลายแบบไทยเข้าไปอีก
ทำให้ชุดฟินาเล่ชุดนี้เป็นที่ประทับใจอย่างไม่ต้องสงสัย
ยังรวมไปถึงความก้ำกึ่งระหว่างไทย-ตะวันตก
ที่ประสานกันได้ดี เราได้รับวอลลูมมาจากเขา
เราใส่ลายไทยความเป็นเราลงไป
แถมยังแอบมี Sex appeal ด้วยการตัดผ่าหลัง
ครบสูตร P, Product สำหรับ Marketing 4Ps เลย
 
หลังจากไปชมแล้ว
เห็นว่าคอลเลกชั่นนี้แบ่งออกเป็น 4-5 ชุด
แยกตามเทคนิคในการตัดเย็บ
แต่ทุกชุดมีกลิ่นไอความเป็นไทยและประสานกันได้ลงตัว
นอกจากนี้ยังสะท้อนความคิดของพระองค์หญิงฯเกี่ยวกับความขัดแย้ง
ระหว่างไทย - ตะวันตกได้อย่างลงตัว

สำหรับแฟชั่น, การใส่ไอเดียที่เป็นนามธรรมลงไปในงานก็ยากอยู่แล้ว แต่การทำให้คนอื่นมาซึมซับไอเดียทั้งหมดนั้นยากกว่า
และที่ยากที่สุดคงเป็นการดึงดูดในคนคล้อยตาม มีอารมณ์ไปกับผลงานชิ้นนั้น ทั้งวันนี้ และตลอดไป

 

ELLE VS Harper's Bazaar

posted on 05 Jan 2008 02:03 by mainera  in Magazine

แฟนพันธุ์แท้นิตยสารหัวนอก เวอร์ชั่นไทย
คงเห็นบนแผงกันมาแล้วสำหรับสองเล่มนี้

สองคู่แข่งตลาดนิตยสารหัวนอกในเมืองไทย
คงหนีไม่พ้นสองนิตยสารอย่าง ELLE กับ Harper's Bazaar
ELLE อาจจะมีคะแนนนำมาก่อน
เพราะเข้าตลาดนิตยสารเมืองไทยก่อนคู่แข่ง
รวมทั้งมีทีมงานมืออาชีพและ Marketing
แบบผูกมัดลูกค้า ด้วยการให้สมัครเป็นสมาชิกนิตยสาร
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์นิตยสารที่ผลิตออกมา
ภายใน 6 หรือ 12 หรือ 24 เดือนข้างหน้า
จะมีลู่ทางไปสู่ลูกค้าทางหนึ่งแล้ว
ส่วนอีกส่วน ก็พึ่งดวงว่าลูกค้าที่ผ่านไปมา
ตามร้านขายหนังสือจะเลือกนิตยสาร ELLE หรือไม่

สำหรับ ELLE แล้ว
สิ่งที่ทำดีมาตลอดคือรูปภาพแฟชั่นที่นำสมัย
และดูเป็นงานศิลปะมากกว่าการโฆษณาเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
รวมไปถึงการใส่ใจในเรื่องต่างๆที่ผู้หญิง
ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทเลือก
จะสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การเดินทาง และที่เพิ่งจะ
เข้ามาอยู่นิตยสารเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา
คือเรื่องของสุขภาพ ในคอลัมน์ Health and fitness

คู่แข่งของ ELLE ในสมัยก่อนก็มีไม่มาก
น่าจะเป็นนิตยสารหัวไทย อย่างดิฉัน IMAGE แพรวแกมเพชร ด้วยซ้ำ
ส่วน Cleo, Seventeen, นิตยสารหัวญี่ปุ่น ก็น่าจะโฟกัส
ลูกค้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นมากกว่า

แต่การเข้ามาตีตลาดของนิตยสารหัวนอกอย่าง Harper's Bazaar
ที่มีประวัติยาวนานถึง 140 ปี
พร้อมกับนิตยสารหัวนอกอีกเล่ม คือ InStyle
ซึ่งดูๆจากแผงนิตยสารแล้ว Instyle ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว
สำหรับ ELLE ในตอนนี้ เพราะมักมีสินค้าค้างบนแผงหนังสือ
แม้จะผ่านไป 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็น stock ค้าง
ปัญหาที่ Instyle ควรจะแก้ไขอย่างปัจจุบันทันด่วน

กลับมาที่ Harper's Bazaar...

ต้นทุนของนิตยสารเล่มนี้คือชื่อเสียงอันยาวนาน
ถ้าใครเคยอ่าน ELLE แล้วเทียบกับ Harper's Bazaar
เล่มแรกอาจจะไม่รู้สึกความแตกต่าง
แต่พอเล่มที่ 2-3 จะเริ่มรู้ว่า
สิ่งที่ Harper's Bazaar ทำได้ดี และเป็นสิ่งที่ ELLE แทบไม่มี
คือการให้ประวัติของแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ
และมี fashion analysis ที่เฉียบและลึกกว่า ELLE มาก
ส่วนภาพแฟชั่นของ Harper's Bazaar จะว่าไปก็ไม่แตกต่างจาก ELLE มากนัก

ถ้าสังเกตความแตกต่างของนิตยสารทั้งสองเล่ม
อีกจุดสำคัญ ก็คือการให้ความสำคัญกับแฟชั่นเมืองไทย
หลายต่อหลายเล่มของ ELLE เสนอแบรนด์ไทยบ่อยมาก
รวมทั้งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดแสดงแฟชั่นภายใต้ชื่อ ELLE Fashion Week
ส่วน Harper's Bazaar นั้น เป็นหัวนอกจริงๆ
อุทิศเกือบทั้งเล่มให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากเมืองนอก
แบรนด์ไทยที่เข้าไปมีน้อยมากๆ อาจจะ 1-2 หน้า
หรือในโอกาสพิเศษเช่น งานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์
ดังนั้น คนที่เป็นลูกค้าของแบรนด์เมืองไทยน้องใหม่
คงได้ปลื้มกับการนำเสนอของ ELLE มากกว่า

ส่วนอีกจุดแตกต่างระหว่างสองแบรนด์
คือ Marketing promotion
ELLE เลือกให้ของพร้อมนิตยสาร
Harper's Bazaar เลือกแจกของโดยให้ลูกค้าลุ้นชิงโชค

ของๆ ELLE นั้นมักแนบมาพร้อมกับนิตยสาร
ทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาสนใจ(รึเปล่า)
แต่ด้วยของรางวัลที่บางครั้งสำหรับ fashionista เรื่อยไปจนถึง stylist group
มองว่าไม่มีสไตล์ ก็คงไม่จ่ายเงินให้ ELLE เพียงเพื่อได้ของแถมเป็นแน่
หลังๆมานี่ จากการที่มี Harper's Bazaar เข้ามาตีตลาด
ของที่แนบมาดูจะมีราคาขึ้นเป็นกอง
เช่น บัตร Starbucks ในเล่มเดือนธันวาคม หรือ ผ้าพันคอดีไซน์พิเศษ
จากสองแบรนด์ไทย Disaya กับ Sunshine at Headquarter
ก็น่าจะดึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาได้บ้าง

ส่วนนิตยสารอีกเล่มไม่เคยมีของแนบมาให้ (ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าใช่)
แต่ของรางวัลที่ต้องชิงชัยกันนั้น
ราคาสูงลิบลิ่วเลยที่เดียว
บางครั้งก็เป็นของ Exclusive
ทำให้ดึงดูดคนที่ซื้อนิตยสารไปแล้ว
และลูกค้าประจำได้เป็นอย่างดี
แต่..สำหรับคนที่ไม่เคยซื้อ
Promotion tool อันนี้คงตกกระป๋อง

ทั้งสองนิตยสารคงได้แข่งขันกันดุเดือดในตลาดเมืองไทย
ยิ่งเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี
สินค้าจำพวกแฟชั่นคงเป็นสินค้าต้นๆ
ที่คนไทยจะเมินหน้าเพื่อเก็บเงินไว้
คงได้เห็นการตลาดที่ดุเดือดเพื่อกระตุ้นยอดขายกันเป็นแน่ !

T o  b  C o n t i n u e d
สำหรับจุดที่น่าปรับปรุงทั้งสองแบรนด์

ป.ล. ทั้งสองแบรนด์เวอร์ชั่นไทยนะ ไม่ใช่ BR หรือ AUS