แฟนพันธุ์แท้นิตยสารหัวนอก เวอร์ชั่นไทย
คงเห็นบนแผงกันมาแล้วสำหรับสองเล่มนี้
สองคู่แข่งตลาดนิตยสารหัวนอกในเมืองไทย
คงหนีไม่พ้นสองนิตยสารอย่าง ELLE กับ Harper's Bazaar
ELLE อาจจะมีคะแนนนำมาก่อน
เพราะเข้าตลาดนิตยสารเมืองไทยก่อนคู่แข่ง
รวมทั้งมีทีมงานมืออาชีพและ Marketing
แบบผูกมัดลูกค้า ด้วยการให้สมัครเป็นสมาชิกนิตยสาร
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์นิตยสารที่ผลิตออกมา
ภายใน 6 หรือ 12 หรือ 24 เดือนข้างหน้า
จะมีลู่ทางไปสู่ลูกค้าทางหนึ่งแล้ว
ส่วนอีกส่วน ก็พึ่งดวงว่าลูกค้าที่ผ่านไปมา
ตามร้านขายหนังสือจะเลือกนิตยสาร ELLE หรือไม่
สำหรับ ELLE แล้ว
สิ่งที่ทำดีมาตลอดคือรูปภาพแฟชั่นที่นำสมัย
และดูเป็นงานศิลปะมากกว่าการโฆษณาเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
รวมไปถึงการใส่ใจในเรื่องต่างๆที่ผู้หญิง
ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทเลือก
จะสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การเดินทาง และที่เพิ่งจะ
เข้ามาอยู่นิตยสารเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา
คือเรื่องของสุขภาพ ในคอลัมน์ Health and fitness
คู่แข่งของ ELLE ในสมัยก่อนก็มีไม่มาก
น่าจะเป็นนิตยสารหัวไทย อย่างดิฉัน IMAGE แพรวแกมเพชร ด้วยซ้ำ
ส่วน Cleo, Seventeen, นิตยสารหัวญี่ปุ่น ก็น่าจะโฟกัส
ลูกค้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นมากกว่า
แต่การเข้ามาตีตลาดของนิตยสารหัวนอกอย่าง Harper's Bazaar
ที่มีประวัติยาวนานถึง 140 ปี
พร้อมกับนิตยสารหัวนอกอีกเล่ม คือ InStyle
ซึ่งดูๆจากแผงนิตยสารแล้ว Instyle ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว
สำหรับ ELLE ในตอนนี้ เพราะมักมีสินค้าค้างบนแผงหนังสือ
แม้จะผ่านไป 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็น stock ค้าง
ปัญหาที่ Instyle ควรจะแก้ไขอย่างปัจจุบันทันด่วน
กลับมาที่ Harper's Bazaar...
ต้นทุนของนิตยสารเล่มนี้คือชื่อเสียงอันยาวนาน
ถ้าใครเคยอ่าน ELLE แล้วเทียบกับ Harper's Bazaar
เล่มแรกอาจจะไม่รู้สึกความแตกต่าง
แต่พอเล่มที่ 2-3 จะเริ่มรู้ว่า
สิ่งที่ Harper's Bazaar ทำได้ดี และเป็นสิ่งที่ ELLE แทบไม่มี
คือการให้ประวัติของแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ
และมี fashion analysis ที่เฉียบและลึกกว่า ELLE มาก
ส่วนภาพแฟชั่นของ Harper's Bazaar จะว่าไปก็ไม่แตกต่างจาก ELLE มากนัก
ถ้าสังเกตความแตกต่างของนิตยสารทั้งสองเล่ม
อีกจุดสำคัญ ก็คือการให้ความสำคัญกับแฟชั่นเมืองไทย
หลายต่อหลายเล่มของ ELLE เสนอแบรนด์ไทยบ่อยมาก
รวมทั้งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดแสดงแฟชั่นภายใต้ชื่อ ELLE Fashion Week
ส่วน Harper's Bazaar นั้น เป็นหัวนอกจริงๆ
อุทิศเกือบทั้งเล่มให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากเมืองนอก
แบรนด์ไทยที่เข้าไปมีน้อยมากๆ อาจจะ 1-2 หน้า
หรือในโอกาสพิเศษเช่น งานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์
ดังนั้น คนที่เป็นลูกค้าของแบรนด์เมืองไทยน้องใหม่
คงได้ปลื้มกับการนำเสนอของ ELLE มากกว่า
ส่วนอีกจุดแตกต่างระหว่างสองแบรนด์
คือ Marketing promotion
ELLE เลือกให้ของพร้อมนิตยสาร
Harper's Bazaar เลือกแจกของโดยให้ลูกค้าลุ้นชิงโชค
ของๆ ELLE นั้นมักแนบมาพร้อมกับนิตยสาร
ทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาสนใจ(รึเปล่า)
แต่ด้วยของรางวัลที่บางครั้งสำหรับ fashionista เรื่อยไปจนถึง stylist group
มองว่าไม่มีสไตล์ ก็คงไม่จ่ายเงินให้ ELLE เพียงเพื่อได้ของแถมเป็นแน่
หลังๆมานี่ จากการที่มี Harper's Bazaar เข้ามาตีตลาด
ของที่แนบมาดูจะมีราคาขึ้นเป็นกอง
เช่น บัตร Starbucks ในเล่มเดือนธันวาคม หรือ ผ้าพันคอดีไซน์พิเศษ
จากสองแบรนด์ไทย Disaya กับ Sunshine at Headquarter
ก็น่าจะดึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาได้บ้าง
ส่วนนิตยสารอีกเล่มไม่เคยมีของแนบมาให้ (ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าใช่)
แต่ของรางวัลที่ต้องชิงชัยกันนั้น
ราคาสูงลิบลิ่วเลยที่เดียว
บางครั้งก็เป็นของ Exclusive
ทำให้ดึงดูดคนที่ซื้อนิตยสารไปแล้ว
และลูกค้าประจำได้เป็นอย่างดี
แต่..สำหรับคนที่ไม่เคยซื้อ
Promotion tool อันนี้คงตกกระป๋อง
ทั้งสองนิตยสารคงได้แข่งขันกันดุเดือดในตลาดเมืองไทย
ยิ่งเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี
สินค้าจำพวกแฟชั่นคงเป็นสินค้าต้นๆ
ที่คนไทยจะเมินหน้าเพื่อเก็บเงินไว้
คงได้เห็นการตลาดที่ดุเดือดเพื่อกระตุ้นยอดขายกันเป็นแน่ !
T o b C o n t i n u e d
สำหรับจุดที่น่าปรับปรุงทั้งสองแบรนด์
ป.ล. ทั้งสองแบรนด์เวอร์ชั่นไทยนะ ไม่ใช่ BR หรือ AUS